หน้าแรก เกี่ยวกับเรา ข้อมูลประเทศที่น่ารู้ สถาบันเอเจนย์ ข่าวและกิจกรรม ทุนการศึกษา บความน่ารู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์
เว็บไซต์เพื่อการศึกษาต่อต่างประเทศ ทุนการศึกษาต่อต่างประเทศ เรียนต่างประเทศ agent การศึกษาต่อ และสถาบันเอเจนย์ต่างๆมากมาย เว็บไซต์รวม agent ศึกษาต่อต่างประเทศเพื่อไปศึกษาต่อต่างประเทศ
บทความการศึกษา
ข้อมูลประเทศจีน Chaina
สาธารณรัฐประชาชนจีน หรือประเทศจีนตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออก เป็นรัฐที่มีประชากรมากที่สุดในโลกกว่า 1.3 พันล้านคน ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน การปกครองแบ่งออกเป็น 22 มณฑล 5 เขตปกครองตนเอง 4 เทศบาลนครได้แก่ ปักกิ่ง เทียนจิง เซี่ยงไฮ้ และ ฉงชิ่ง และมี 2 เขตบริหารพิเศษได้แก่ ฮ่องกง และมาเก๊า โดยมีปักกิ่งเป็นเมืองหลวง ประเทศจีนถือเป็นประเทศ ที่ใหญ่ที่สุดด้วยพื้นที่ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร โดยมีใต้หวัน เกาหลี และญี่ปุ่นเป็นเกาะใกล้เคียง ประเทศจีนได้กลายมาเป็น ประเทศเศรษฐกิจสำคัญที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก และยังเป็นสมาชิกถาวรของคณะรัฐมนตรี ความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ อีกทั้งยังเป็นประเทศที่ได้รับการจัดการให้เป็นรัฐอาวุฒินิวเคลียร์ซึ่งมีกองทัพที่ใหญ่ที่สุดในโลก เศรษฐกิจ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศในปี พ.ศ. 2492 จนถึงปลาย พ.ศ. 2521 สาธารณรัฐประชาชนจีนใช้ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน จากส่วนกลางเหมือนโซเวียต ไม่มีภาคเอกชนหรือระบอบทุนนิยม เหมา เจ๋อตง เริ่มใช้นโยบายก้าวกระโดดไกล เพื่อผลักดันประเทศ ให้กลายเป็นสังคมคอมมิวนิสต์ที่ทันสมัยและก้าวหน้าทางอุตสาหกรรม แต่นโยบายนี้กลับถูกมองว่าเป็นความล้มเหลว ทั้งทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรม หลังจากที่เหมาเจ๋อตงเสียชีวิตและสิ้นสุดการปฏิวัติทางวัฒนธรรม เติ้ง เสี่ยวผิง และผู้นำจีนรุ่นใหม่ได้เริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจและใช้ระบอบเศรษฐกิจแบบผสมที่ให้ความสำคัญกับทุนนิยมมากขึ้น ตั้งแต่เริ่มมีการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจในปี 2521 เศรษฐกิจของจีนซึ่งนำโดยการลงทุนและการส่งออกเติบโตขึ้นถึง 70 เท่าและกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุด ปัจจุบัน จีนมีจีดีพี (nominal) สูงเป็นอันดับสามของโลกที่ 30 ล้านล้านหยวน (4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) แต่รายได้ต่อหัวมีค่าเฉลี่ยเพียง 3,300 ดอลลาร์สหรัฐ จึงยังคงตามหลัง ประเทศอื่นอีกนับร้อย อุตสาหกรรมขั้นปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และ ตติยภูมิ มีอัตราส่วนร้อยละ 11.3, 48.6 และ 40.1 ตามลำดับ และหากวัดด้วยความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ จีนจะมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นที่สองรองจากสหรัฐอเมริกาเท่านั้น จีนเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลกและเป็นประเทศที่มีมูลค่าทางการค้าสูงเป็นอันดับสาม รายชื่อเมืองในจีน เรียงตามจำนวนประชากร (จากมากไปน้อย 14 อันดับแรก) 1. เซี่ยงไฮ้  (Shanghai) 2. ปักกิ่ง  (Beijing) 3. เซินเจิ้น (Shenzhen) 4. กวางโจว (Guangzhou) 5. ฮ่องกง  (Hong Kong ) 6. เทียนจิน  (Tianjin) 7. อู่ฮั่น  (Wuhan) 8. ฮาร์บิน (Harbin ) 9. เฉิ่นหยาง (Shenyang) 10 เฉิงตู  (Chengdu) 11. ฉงชิ่ง (Chongqing) 12. ชิงเต่า (Qingdao) 13. หนานจิง หรือ นานกิง (Nanjing) 14. อู๋ซี (Wuxi) ศาสนาและวัฒนธรรม ประชาชน จีนมีทั้งสิ้น 56 ชนเผ่า ส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนา โดยนับถือนิกายมหายานและวัชระญาณโดยนับถือปน ไปกับลัทธิขงจื้อและเต๋ากว่า 300 ล้านคน นอกนั้นนับถือนิกายเถรวาท มีนับถือศาสนาอิสลามกว่า 11 ล้านคน และนับถือศาสนาคริสต์ 9 ล้านคน ภูมิอากาศ แบ่งออกเป็น 4 ฤดู ได้แก่ -   ฤดูใบไม้ผลิ (เดือนมีนาคม – เดือนพฤษภาคม) -   ฤดูร้อน (เดือนมิถุนายน – เดือนสิงหาคม) -   ฤดูใบไม้ร่วง (เดือนกันยายน – เดือนพฤษจิกายน) -   ฤดูหนาว (เดือนธันวาคม – เดือนกุมภาพันธ์)
ข้อมูลประเทศสิงคโปร์ Singapore
สาธารณรัฐสิงคโปร์ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศมาเลเซีย มีพื้นที่ เป็นเกาะใหญ่ พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 640 ตารางกิโลเมตร และมีเกาะเล็กอีกประมาณ 60 เกาะ โดยมีเกาะ Palau Tekong, Pulau Ubin Sentosa, Pulau Bukum, Pulau Merlimau และ Pulau Ayer Chawan เป็นเกาะที่มี ความสำคัญทางเศรษฐกิจของ ประเทศสิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์ ถึงแม้จะเป็นประเทศเล็ก ๆ แต่เต็มไปด้วยประชากรที่เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ดังนั้นทุกฝ่ายจึงให้ความสำคัญและ สนับสนุนเรื่องการศึกษากันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการจัดระบบการศึกษาที่สร้างสรรค์และมีคุณภาพ บรรยากาศทางการศึกษาที่ทำให้ ผู้เรียนสามารถแลกเปลี่ยนมุมมองและความคิดได้อย่างอิสระและเปิดกว้าง นอกจากนี้ประเทศนี้เป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาคเอเชีย โดยมีการนำเสนอความโดดเด่นที่หลากหลายของการศึกษาไว้ด้วยกัน ทั้งในด้านความเจริญของเมือง ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบาย ประกอบกับหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานที่ดีเยี่ยม เข้มข้นมากตามมาตรฐานสากล สามารถช่วยส่งเสริมผู้เรียนให้มีความรู้ที่ทันโลกและก้าวไกลสู่อนาคตที่สดใสได้ ไม่เพียงแต่ความโดดเด่นทางด้านการศึกษาเท่านั้น ประเทศสิงคโปร์ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงเกินไป ทั้งค่าเล่าเรียน ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายส่วนตัวอีกมากมาย ที่ประเทศสิงคโปร์ค่าใช้จ่ายเหล่านี้อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถรับได้ และมีค่าครองชีพที่ค่อนข้างต่ำอีกด้วย นอกจากนี้ประเทศสิงคโปร์ยังได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยการผสมผสานความเป็นชาวเอเชียอย่างลงตัวและคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย เนื่องจากประชากรมีหลากหลายเชื้อชาติ เช่น จีน มาเลย์ อินเดีย และลูกครึ่งระหว่างชาวเอเชียและชาวยุโรปมาอยู่รวมกันอย่าง สงบและ ไม่มีปัญหาขัดแย้ง เรื่องชนชาติระหว่างกัน ทั้งยังดำรงวิถีชีวิต ประเพณีและวัฒนธรรมของตนไว้อย่างเคร่งครัด สิ่งสุดท้ายที่จะทำให้คุณตัดสินใจง่ายขึ้น ในการมาศึกษาต่อที่ประเทศสิงคโปร์นั้น ก็คือ ที่ตั้งที่อุ่นใจ ใกล้บ้าน เพราะอยู่ใจกลาง ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถเชื่อมต่อกับทุกประเทศ ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ ทั้งนี้ยังมีสายการบินตรงสู่กรุงเทพ เชียงใหม่ ภูเก็ต และใช้ระยะเวลาในการเดินทางเพียง 2- 3 ชั่วโมงเท่านั้น แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมจึงควรมาศึกษาที่ประเทศสิงคโปร์ เพราะที่นี่คุณจะได้เรียนรู้และใช่ชีวิตอย่างคุ้มค่า พร้อมกับความสนุกสนาน ประชากรของ สิงคโปร์ ประชากร สิงคโปร์ อยู่ทั้งสิ้นประมาณ 4.21 ล้านคน เป็นประเทศที่มีประชากรหนาแน่นสุดในภูมิภาค และเป็นประเทศ เล็กที่สุดในภูมิภาค ประชากรนั้นประกอบไปด้วยชาวจีน (76.5%) ชาวมาเลย์ (13.8%) ชาวอินเดีย (8.1%) และอื่น ๆ (1.6%) เป็นเชื้อสายผสมระหว่างยุโรปกับเอเชีย และเชื้อสายอื่น ๆ ซึ่งอยู่ด้วยกันโดยไม่มีปัญหาความขัดแย้งด้านเชื้อชาติ ประชากร ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ อิสลาม คริสต์ และฮินดู สภาพภูมิอากาศสิงคโปร์ ลักษณะภูมิอากาศของสิงคโปร์ คล้ายกับประเทศไทย คือ เป็นแบบร้อนชื้น ฝนตกชุกตลอดปีเนื่องจากอิทธิพลทาง ทะเล และ ที่ตั้งของประเทศ ภาษาของ สิงคโปร์ ภาษา สิงคโปร์มีภาษาราชการถึง 4 ภาษาคือ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษามาเลย์ และทมิฬ โดยมีภาษามาเลย์เป็นภาษาประจำชาติ และภาษาอังกฤษที่ใช้ในวงการธุรกิจ และการศึกษา ส่วนภาษาจีนกลาง (แมนดาริน) เป็นภาษาที่มีการใช้ในการสื่อสารทาง สังคมมากที่สุด เนื่องจากประชากรประกอบด้วยคนเชื้อชาติจีนประมาณ 70 % เวลา ของ สิงคโปร์ เวลาของสิงคโปร์เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง (GMT +8.00) ระบบไฟฟ้า ของ สิงคโปร์ สำหรับกระแสไฟทางสิงคโปร์ใช้เหมือนบ้านเราคือ 220 โวลต์ แต่ความแตกต่างนั้นคือ สิงคโปร์ใช้เต้าเสียบแบบ 3 ขา (บ้านเราใช้ 2 ขา) ฉะนั้นอย่าลืมว่า น้องๆ ต้องนำปลั๊กต่อไปด้วย สกุลเงินตรา ของ สิงคโปร์ หน่วยเงินตราของสิงคโปร์คือ ดอลลาร์ (Singapore Dollar) โดยแบ่งค่าเงินต่าง ๆ ออกเป็นดังนี้ ธนบัตรมูลค่า S$2, S$5, S$10, S$20, S$50, S$100, S$500, S$1,000 และ S$10,000 เงินเหรียญมีตั้งแต่ 1, 5, 10, 20 เหรียญ และ 50 เซนต กฎหมายของ สิงคโปร์ สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีชื่อเสียงเป็นที่กล่าวขานในเรื่องความปลอดภัย ความสะอาด ประชากรมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่สูง เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีกฎหมายลงโทษร้ายแรง คือ การประหารชีวิต หรือโทษจำคุกระยะยาว เช่น ที่สิงคโปร์นั้น ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะอย่างเด็ดขาด หากฝ่าฝืนปรับถึง S$1,000 การทิ้งเศษขยะลงพื้น ฝ่าฝืนครั้งแรกถูกปรับ S$1,000 ครั้งต่อไป S$2,000 และต้องทำความสะอาดในที่สาธารณะด้วย กฎหมายนี้รวมถึงการห้ามถ่มน้ำลายในที่สาธารณะ และห้ามเคี้ยวหมากฝรั่งด้วยดังนั้น ไม่ควรนำหมากฝรั่งไปที่สิงคโปร์ การเสพหรือจำหน่ายยาเสพติดในประเทศสิงคโปร์นั้น มีความผิดขั้นร้ายแรงถึงประหารชีวิต แหล่งท่องเที่ยวของ สิงคโปร์ สิงคโปร์มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายเช่น การ Shopping ทีเป็นความฝันของใครหลายๆ คน ที่มาเยือน สิงคโปร์ ย่าน ศูนย์กลาง การชอปปิ้งของ ประเทศสิงคโปร์ คือ ถนน ออชาร์ด “Orchard Road” มีแหล่ง Shopping ที่น่าตื่นตาตื่นใจ มีสินค้ให้คุณ จับจ่าย สินค้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้สิงคโปร์เป็นสถานที่ที่น่าประทับใจ และจะไม่มีวันลืม และนอกจากนั้นยังมีสถานที่ต่างๆที่น่าสนใจ อาทิเช่น “Singapore Zoological Gardens” เป็นสวนสัตว์มาตรฐานระดับโลก ซิ้งถูกสร้างและปรับปรุงให้กลมกลืนใกล้เคียงกับ ธรรมชาติมากที่สุด “Night Safari” เป็นสวนสัตว์เปิดที่บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา ทุ่มครึ่งไปจนถึงเที่ยงคืน คุณจะเพลิดเพลิน กับชีวิตสัตว์ป่าอย่างใกล้ชิดกับการนั่งรถราง ชมสัตว์ ที่ออกหากินยามค่ำคืน มากกว่า 100 ชนิด“Sentosa Island” เกาะเซนโตซ่า เป็นสถานท่องเที่ยวที่สร้างความสนุกสนานและความประทับใจ ให้กับทุกเพศทุกวัย โดยการเดินทางไปเกาะเซนโตซ่านั้นมีด้วยกัน 3 วิธี คือทางเรือเฟอร์รี่ รถยนต์ และกระเช้าลอยฟ้า “Singapore Botanic Garden” เป็นสวนพฤกษชาติที่มีพันธุ์พืชหลากหลายชนิดและ พืชที่หาดูได้ยาก โดยเฉพาะสวนเพาะกล้วยไม้ ที่มีกล้วยไม้ถึง 20,000 ต้นและเหตุนี้เองจึงเป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยว
ข้อมูลประเทศอินเดีย India
อินเดีย ดินแดนเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานกว่า 5,000 ปี เป็นถิ่นกำเนิดศาสดาและศาสนาสำคัญของโลก รวมถึงศิลปวัฒนธรรมประเพณี ที่เป็นเอกลักษณ์อีกทั้งยังเป็นต้นแบบด้านวัฒนธรรมไปยังภูมิภาครอบข้าง ซึ่งประเทศไทยเราตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ ต้องยอมรับว่า วัฒนธรรม ประเพณี และศาสนาซึ่งมีอิทธิพลต่อแนวทางการดำเนินชีวิตของเรานั้น ล้วนแล้วมีต้นรากมาจาก “ ประเทศอินเดีย ” แทบทั้งสิ้น ดังนั้นเรามารู้จักประเทศนี้กันสักหน่อยดีกว่า ชื่อประเทศอย่างเป็นทางการ : สาธารณรัฐอินเดีย ( Republic of India ) ชื่อประเทศอินเดีย ในสมัยพุทธกาล เรียกกันว่า “ ชมพูทวีป ” ซึ่งแปลว่า “ ทวีปแห่งไม้หว้า ” เพราะมีต้นหว้าขึ้นมากในดินแดนแห่งนี้ ส่วนคำว่า “ อินเดีย ” เป็นคำในภาษาเปอร์เซีย ซึ่งเรียกแม่น้ำสินธุ ว่า “ ฮินดู ” เนื่องจาก ชาวเปอร์เซียรู้จักอินเดีย โดยเข้ามาทางลุ่มน้ำนี้เมื่อ 3,000 กว่าปีมาแล้ว ต่อมาเมื่อชาวกรีกเริ่มเข้ามา ได้ออกเสียงคำว่า ฮินดูเพี้ยนไปเป็น “ อินโดส ” และเพี้ยนออกไปเป็น “อินดุส” และ “อินเดีย” ตามลำดับ แต่สำหรับชาวอินเดียแล้ว นิยมเรียกประเทศตนเองว่า “ภารตะ” หรือ “ภารตวรรษ” ซึ่งแปลว่า “ ประเทศภารตะ ” และเรียกตนเองว่าเป็น “ ชาวภารตะ” ทั้งนี้สืบเนื่องจากความเชื่อที่ว่า ชาวอินเดียสืบเชื้อสายมาจากท้าวภรต (อ่านว่า พะ-รต) ซึ่งเป็นต้นวงศ์ของเรื่องราวในมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ของชาวอินเดีย คือ “มหาภารตยุทธ์” ซึ่งมีชื่อเสียงคู่กันกับ “มหากาพย์รามายณะ” หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ “รามเกียรติ์” ประเทศอินเดียในครั้งที่เรียกว่า ชมพูทวีปนั้น มีพื้นที่กว้างขวางมากกว่าประเทศอินเดียในปัจจุบันนี้มาก โดยกินอาณาบริเวณเมื่อเทียบกับปัจจุบัน เท่ากับ 7 ประเทศรวมกัน คือ 1. อินเดีย 2. ปากีสถาน 3. บังกลาเทศ 4. เนปาล 5. ภูฎาน 6. สิกขิม (รัฐในอารักขาของอินเดีย) 7. บางส่วนของอาฟกานิสถาน ซึ่งหากรวมทั้ง 7 ประเทศนี้แล้ว จะมีจำนวนประชากรพอ ๆ กับประเทศจีนทีเดียว อินเดียปัจจุบัน ประเทศอินเดียมีเนื้อที่ทั้งหมด ประมาณ 3,287,590 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าประเทศไทย 6 เท่า หรือประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอินเดียปัจจุบันประกอบด้วย 28 รัฐ 7 เขตปกครองพิเศษ เมืองหลวงของประเทศคือเมืองเดลี อยู่ในรัฐหรยาณา และในแต่ละรัฐจะมีเมืองหลวงของรัฐนั้น ๆ ด้วย  รัฐ 1. อานธรประเทศ 2. อรุณาจัลประเทศ 3. อัสสัม 4. พิหาร 5. ฉัตติสครห์ 6. กัว 7. คุชราต 8. หรยาณา 9. หิมาจัลประเทศ 10. ชัมมูและกัศมีร์ 11. ฌาร์ขัณฑ์ 12. กรณาฏกะ 13. เกรละ 14. มัธยประเทศ 15. มหาราษฏระ 16. มณีปุระ 17. เมฆาลัย 18. มิโซรัม 19. นาคาแลนด์ 20. โอริสสา 21. ปัญจาบ 22. ราชสถาน 23. สิกขิม 24. ทมิฬนาฑู 25. ตริปุระ 26. อุตตรประเทศ 27. อุตตราขัณฑ์ 28. เบงกอลตะวันตก สภาพภูมิประเทศ อินเดียเป็นประเทศที่มีสภาพภูมิศาสตร์ทุกรูปแบบ คือ ที่ราบสูงอยู่ตอนเหนือ ซึ่งมีภูเขาหิมาลัยเป็นแนวเขตแดนธรรมชาติ และเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญ โดยเฉพาะแม่น้ำสำคัญ 5 สาย ที่เรียกว่า “ปัญจมหานที” ได้แก่ คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู และมหี ตอนกลางเป็นบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคา ซึ่งเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์และมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นที่สุดในโลก ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือแถบแคว้นราชสถานเป็นส่วนของทะเลทรายทาร์ ส่วนทางตอนใต้มีทั้งที่ราบสูงอันแสนจะแห้งแล้ง และติดกับฝั่งทะเลซึ่งเป็นเขตมรสุม เนื่องจากมีความหลากหลายในเชิงภูมิศาสตร์ เป็นเหตุให้อินเดียมีสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันอย่างมาก จากหนาวที่สุดที่มีหิมะปกคลุมทั้งปี ไปจนถึงร้อนที่สุดจนคนตาย จากแห้งแล้งที่สุดไปจนถึงเขตที่มีฝนตกชุกที่สุดของโลก ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า อินเดียจะเป็นสวรรค์ของบรรดานักวิชาการด้านต้นไม้ พันธุ์พืชและสัตว์ต่าง ๆ อย่างยากที่ประเทศใดจะเทียบได้ ประชากร อินเดียมีประชากรมากเป็นอันดับสองของโลก รองจากประเทศจีน คือ ประมาณ หนึ่งพันหนึ่งร้อยล้านคน ส่วนใหญ่ร้อยละ 72 เป็นชนเผ่า อินโด-อารยัน ชนพื้นเมืองเดิมคือเผ่าดราวิเดียน หรือทมิฬ มีประมาณร้อยละ 25 นอกนั้นเป็นเผ่ามองโกล ทิเบตและเตอร์ก ภาษา อินเดียมีภาษาถิ่นมากกว่า 200 ภาษา แต่รัฐธรรมนูญรับรองเพียง 14 ภาษา และภาษาทางราชการคือภาษาฮินดี ซึ่งมีประชากรพูดมากที่สุดคือ ร้อยละ 40 ซึ่งภาษาฮินดีนี้คือการเปลี่ยนแปลงรูปมาจากภาษาสันสกฤตและภาษาบาลีนั่นเอง การเมืองการปกครอง อินเดียเป็นประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ และกระจายอำนาจการปกครองในลักษณะสหพันธรัฐ (Federal System) แบ่งออกเป็นรัฐต่างๆ 28 รัฐ โดยล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม 2544 โลกสภาได้เห็นชอบร่างรัฐบัญญัติในการจัดตั้งรัฐใหม่ 3 รัฐ คือ รัฐฉัตตีสครห์ (Chattisgarh) รัฐอุตตะรันจัล (Uttaranchal) และรัฐฉรขันท์ (Jharkhand) ซึ่งแยกออกจากรัฐมัธยประเทศ อุตตระประเทศ และรัฐพิหาร ตามลำดับ และสหภาพอาณาเขตของรัฐบาลกลาง (Union Territories) อีก 7 เขต รัฐธรรมนูญอินเดียแบ่งแยกอำนาจระหว่างรัฐบาลกลาง (Government of India) และรัฐบาลมลรัฐ (State Government) อย่างชัดเจน โดยรัฐบาลกลางดำเนินการเรื่องการป้องกันประเทศด้านนโยบายต่างประเทศ การรถไฟ การบิน และการคมนาคมอื่นๆ ด้านการเงิน ด้านกฎหมายอาญา ฯลฯ ส่วนรัฐบาลมลรัฐมีอำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อยและรักษากฎหมาย การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของมลรัฐ เศรษฐกิจ อินเดียเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีรายได้ต่ำ ประชากรกว่าร้อยละ 60 ยังประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปัญหาความยากจนและการว่างงานเป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากการปิดประเทศและดำเนินนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมภายในมานาน อย่างไรก็ดี อินเดียเริ่มเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ เมื่อปี 2534 เนื่องจากต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอย่างรุนแรง จุดเปลี่ยนที่สำคัญ คือ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ซึ่งส่งผลให้มีการลงทุนจากต่างชาติในกิจการด้านไฟฟ้า พลังงาน และอุตสาหกรรมต่างๆ นอกจากนี้ ได้เปิดเสรีด้านโทรคมนาคมและการสื่อสารในปี 2543 ทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของอินเดียดีขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันอินเดียเป็นตลาดใหม่ที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่ง จากนานาชาติ ในปี 2547 เศรษฐกิจอินเดียเติบโตเป็นอันดับที่ 12 ของโลก และเป็นอันดับ 3 ในเอเชียรองจากญี่ปุ่นและจีน โดยมี GDP 505.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เศรษฐกิจอินเดียไตรมาสสุดท้ายของ ปี 2546 เติบโตถึงร้อยละ 10 เนื่องจากเก็บเกี่ยวผลิตผลทางการเกษตรได้เต็มที่ การส่งออกเติบโตถึงร้อยละ 10 รายได้จากการลงทุนโดยตรงของต่างชาติมีจำนวน 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ยต่ำลง อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับร้อยละ 4.91 ตลาดเงินทุนแข็งแกร่ง เงินทุนสำรองต่างประเทศสูงกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น วัฒนธรรม อินเดียเป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมอารยธรรมที่เก่าแก่ พุทธศาสนามีอิทธิพลต่ออินเดียทั้งที่เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุและทางจิตใจ ได้มีสถาปัตยกรรม และปติมากรรมทางพุทธศาสนาเกิดขึ้นมากมาย ล้วนมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เช่นสังเวชนียสถานอันเป็นสถานที่สำคัญที่ชาวพุทธทั่วโลกไปกราบนมัสการ ส่วนวัฒนธรรมทางจิตใจนั้นมีอิทธิพลต่อชาวอินเดียอยู่ไม่น้อย เช่นความเชื่อเรื่องอหิงสา เป็นต้น วัฒนธรรมอินเดียแม้จะมีการเลือกปฏิบัติ แต่ให้เกียรติผู้หญิง คนอินเดียจะไม่แตะต้องร่างกายผู้หญิงในที่สาธารณะ มารยาทในการทักทายกัน ทั้งหญิงและชายจะพนมมือไหว้เหมือนคนไทย แต่ไม่ก้มศีรษะ ไม่มีการจับมือกันแบบเช็คแฮนด์เช่นชาวยุโรป ในชนบท ผู้ชายมักจ้องมองผู้หญิงโดยเฉพาะหญิงต่างชาติอย่างจริงจัง ไม่ต้องตกใจกลัว พวกเขามองเพราะสนใจและสงสัย ไม่ได้มีเจตนาจะมาทำร้ายแต่ประการใด ศาสนา อินเดียเป็นดินแดนแห่งศาสนาโดยแท้ ตั้งแต่โบราณกาลมาจนกระทั่งปัจจุบัน เพราะอินเดียมีภูมิประเทศ ที่อยู่ และเผ่าชนเป็นปรัชญาเมธีต่างๆ ในการค้นคิดในเรื่องของชีวิตและทางด้านคำสั่งสอน จนเกิดลัทธิศาสนาต่างๆ มากมายที่สุดในโลก จะเรียกอินเดียเป็นโลกแห่งศาสนาก็ว่าได้ ศาสนาที่สำคัญมีอยู่ในโลกปัจจุบันเกิดในอินเดีย ถึง ๔ ศาสนา คือ พราหมณ์ หรือ ฮินดู พุทธ เชน หรือ นิครนถ์ และ ซิกข์
ข้อมูลประเทศสหพันธรัฐสวิสเซอร์แลนด์ Switzerland
ประเทศสวิสเซอร์แลนด์เป็นประเทศเล็ก ๆ ที่มีการปกครองแบบสหพันธรัฐ คือมีรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น โดยแบ่งออกเป็น 26 มณฑล ( Canton ) แต่ละมณฑลมีกฎหมายของตัวเอง พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศราว 60% เป็นเทือกเขาสูง 10% เป็นภูเขา และที่เหลือ 30% เป็นพื้นที่ราบและทะเลสาป มีชายแดนติดกับประเทศเยอรมันนี ฝรั่งเศส อิตาลี ลิคเตนสไตนส์ และ ออสเตรีย ประเทศสวิสเซอร์แลนด์นั้นเป็นประเทศตาบอด กล่าวคือไม่มีทางออกทะเล ภาษาประจำชาตินั้นมีอยู่ถึง 4 ภาษาด้วยกันคือ ภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาเลี่ยน และโรมานซ์ ในขณะที่ภาษาราชการนั้นมี 3 ภาษาคือ ภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส และ อิตาเลี่ยน การเดินทาง การเดินทางในประเทศสวิสเซอร์แลนด์นั้นสะดวกมาก โดยเฉพาะการเดินทางโดยรถไฟ เนื่องจากระบบรถไฟที่ครอบคลุมทั่วประเทศ รถไฟในประเทศสวิสเซอร์แลนด์นั้นมีทั้ง รถไฟท้องถิ่น รถไฟที่วิ่งระหว่างเมือง และรถไฟที่วิ่งระหว่างประเทศ มีความตรงต่อเวลาสูง เวลาขึ้นรถไฟนั้นไม่ต้องโชว์ตั๋วรถไฟ หรือสอดตั๋วรถไฟเข้าเครื่องอ่านอัตโนมัติ สามารถเดินผ่านเข้าไปได้เลย โดยนานๆ จะมีนายตรวจขึ้นมาตรวจตั๋วบนรถไฟสักครั้งหนึ่ง ค่ารถไฟที่สวิสเซอร์แลนด์นั้นแพงมาก โดยปกติชาวสวิสจะมีตั๋วรถไฟแบบรายปี ซึ่งทำให้ประหยัดไปได้มาก สำหรับนักท่องเที่ยวนั้นควรซื้อ Swiss Rail Pass เพื่อความประหยัดและสะดวกต่อการเดินทาง ส่วนนักเรียนต่างชาตินั้นก็สามารถซื้อตั๋วรถไฟรายเดือนหรือรายปีได้เช่นกัน ค่าครองชีพ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่มีค่าครองชีพแพงที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าที่พัก หรือค่าเดินทาง ชาวสวิสหลายคนที่อาศัยอยู่เมืองที่ติดกับประเทศอื่นเช่น ฝรั่งเศส หรือ เยอรมันนี นิยมที่จะเดินทางไปประเทศเหล่านี้เพื่อซื้อของอุปโภคหรือบริโภค หรือแม้แต่ใช้บริการเช่น ตัดผม หรือ ร้านอาหาร ประเภทของงาน ช่วงรายได้ต่อปี คนเริ่มทำงาน (3-4 ปี) CHF 40,000 – 80,000 นักวิชาการ CHF 70,000 – 150,000 ผู้บริหารระดับล่าง CHF 120,000 – 250,000 ผู้บริหารระดับสูง CHF 200,000 +++           โดยปกติชาวสวิสมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายคร่าว ๆ ดังนี้ ค่าเช่าบ้านหรืออพาร์ตเมนท์ 25% ค่าประกันภัย ประกันสุขภาพ และเงินออม 10% ค่าอาหาร 15-20% ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ ค่าสันทนาการ 20-40% ภาษี 5-15% (อัตราภาษีนั้นแตกต่างกันไปแล้วแต่มณฑล) การศึกษา มีการกล่าวอ้างว่าประเทศสวิสเซอร์แลนด์มีการระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก แต่ละมณฑล หรือ Canton นั้นมีระบบการศึกษาที่แตกต่างกัน ใต้อยู่ภายใต้กรอบที่กำหนดโดยรัฐบาลกลาง การศึกษาภาคบังคับนั้นกำหนดไว้ขั้นสูงที่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (Secondary School) แต่ถึงกระนั้นการเรียนในโรงเรียนรัฐบาลก็ฟรีไปจนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สำหรับมหาวิทยาลัยนั้นมีทั้งหมด 11 แห่งด้วยกัน โดย 9 ใน 10 แห่ง เป็นของ Canton และที่เหลืออีก 2 แห่งเป็นของรัฐบาลกลาง นักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายส่วนใหญ่จะเข้าศึกษาในวิทยาลัย ซึ่งมีอยู่ทั่วไป การศึกษาในมหาวิทยาลัยนั้นมักมีไว้สำหรับผู้ที่ต้องการเป็นนักวิชาการ หรือนักวิจัย ไดอะแกรมแสดงระบบการศึกษาของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ สำหรับนักเรียนไทยนั้นนิยมไปเรียนสาขาการโรงแรมที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ที่การเรียนสาขาการโรงแรมนั้นเป็นที่โด่งดังไปทั่วโลกก็เพราะว่า โรงเรียนสอนวิชาการโรงแรมนั้นถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในประเทศนี้ ในปี 1883 หรือกว่า 100 ปีมาแล้ว ที่เมืองโลซานน์ ปัจจุบันมีโรงเรียนสอนวิชาการโรงแรมเกิดขึ้นมากมาย ราว 20 โรงเรียน โดยส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนที่ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอน ทำให้มีนักเรียนต่างชาติมากมายไปเรียนที่นั่น นอกจากสาขาการโรงแรมแล้วที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ยังมีชื่อเสียงทางด้านสาขาเคมี และฟิสิกส์อีกด้วย วีซ่า การขอวีซ่านักเรียน ประเทศสวิสเซอร์แลนด์นั้น ควรเผื่อเวลาไว้ประมาณ 3 เดือน การที่ใช้เวลานานนี้เป็นเพราะ ทางสถานทูตจะต้องส่งเรื่องของผู้ยื่นขอวีซ่า ไปที่มณฑล (Canton) ที่ผู้ยื่นต้องการไปเรียน เป็นผู้อนุมัติและทำเอกสาร หลังจากนั้นจึงส่งเรื่องกลับมาที่สถานทูตสวิสฯ ในประเทศไทย สำหรับค่าธรรมเนียมนั้น จ่ายตอนยื่นใบสมัคร 1,600 บาท และมีค่าไปรษณีย์อีก 150 บาท เมื่อเดินทางเข้าประเทศสวิสเซอร์แลนด์แล้ว นักเรียนต้องไปยื่นเรืองขอทำ Student Permit ( "B" Permit) ที่กองตรวจคนเข้าเมืองของแต่ละท้องถิ่น ภายใน 8 วัน หลังจากเิดินทางเข้าประเทศแล้ว มีค่าใช้จ่ายประมาณ CHF 120.- ถึง CHF 200.- แล้วแต่มณฑล ส่วนการทำงานพิเศษนั้น นักเรียนที่ศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยสามารถทำงานพิเศษได้ 15-30 ชั่วโมง แล้วแต่มณฑล โดยค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ CHF 20-35 ต่อชั่วโมง อย่างไรก็ดีการทำงานต้องได้รับการอนุญาตจากทางมหาวิทยาลัยเสียก่อน นอกจากนี้ นักเรียนควรจะต้องมีความสามารถในการใช้ภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส หรืออิตาเลี่ยนได้ ขึ้่นอยู่กับมณฑลที่อาศัยอยู่     
ข้อมูลประเทศนิวซีแลนด์ Newzealand
ประเทศนิวซีแลนด์ ประกอบด้วยเกาะใหญ่ 2 เกาะ รวมถึงเกาะเล็ก ๆ จำนวนหนึ่ง ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนตะวันตกเฉียงใต้ โดยมีประเทศออสเตรเลียที่เป็นประเทศที่อยู่ใกล้ที่สุดโดยมีทะเลแทสมันกลั้นกลาง เมืองหลวงคือเวลิงตัน และมีเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางเกาะเหนือ(North Island)คือเมืองโอกแลนด์ ส่วนเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเกาะใต้(South Island) คือเมืองไคร้สท์เชิร์ช (Christchurch) พื้นที่ส่วนใหญ่ของนิวซีแลนด์มีภูมิอากาศเขตอบอุ่น สภาพภูมิอากาศ เนื่องจากประเทศนิวซีแลนด์ตั้งอยู่ในโซนอากาศอบอุ่น ทำให้มีอากาศอบอุ่นชุ่มชื้นตลอดปี ฤดูร้อนอากาศจะค่อนข้างเย็น ส่วนฤดูหนาวจะไม่หนาวจัดและ มีฝนตกตลอดทั้งปี วันและเวลา เวลาของประเทศนิวซีแลนด์จะเร็วกว่าเวลาของประเทศไทย 5 ชั่วโมง แต่จะมีการปรับเวลาช้าลง 1 ชั่วโมงในช่วงเดือนตุลาคม-เดือนมีนาคม หรือช่วงที่เรียกว่า Day Light Saving ซึ่งจะมีผลทำให้ประเทศนิวซีแลนด์มีเวลาที่เร็วกว่าประเทศไทย 6 ชั่วโมงในช่วงนี้ ตรวจสอบอุณหภูมิและฤดูกาลต่างๆ ฤดูร้อน อยู่ในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ฤดูใบไม้ร่วง อยู่ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ฤดูหนาว อยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ฤดูใบไม้ผลิ อยู่ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน
ข้อมูลประเทศแคนาดา Canada
ข้อมูลทั่วไป แคนาดา คนส่วนใหญ่มักจำธงประจำชาติแถบขาวแดงกับใบเมเปิล ลักษณะอันโดดเด่นของประเทศ คือ ความกว้างใหญ่และสวยงามที่ดึงดูดผู้คนให้มาสำรวจ แคนาดามีพื้นที่ 9,970,000 ตารางกิโลเมตร มีประชากร 30 ล้าน คน สืบเชื้อสาย ชาวอังกฤษ 28 % ฝรั่งเศษ 23 % อิตาเลียน 3 % ชนเผ่าดั้งเดิม (First Nation) 2 % และเชื้อชาติ ิอื่นๆที่ใช้ ภาษาอังกฤษ นับถือศาสนาคริสต์ทั้งนิกายคาทอลิก และโปรแตสแตนท์ ปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญ เมืองหลวง คือ ออตตาวา แคนาดาเป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากรัสเซีย พรมแดนตอนใต้ติดกับสหรัฐอเมริกา ตามสภาพภูมิศาสตร์ แคนาดาแบ่งเป็น 10 พื้นที่ 7 มณฑล และ 2 เขตดินแดน แต่ละมณฑล จะมีเมืองหลวง เป็นของตัวเองดังต่อไปนี้ มณฑลบริติชโคลัมเบีย (วิคตอเรีย) มณฑลนิวบรันสวิค (เฟร็ดเดอริคตัน) มณฑลอัลเบอร์ต้า (เอ็ดมันตัน) มณฑลพริ้นซ์ เอ็ดเวิร์ด ไอส์แลนด์ (ชาร์ล็อตทาวน์) มณฑลซาสแกสชวาน (รีไจน่า) มณฑลโนวาสโกเทีย (ฮาลิแฟกซ์) มณฑลมานิโทบา (วินนิเปก) มณฑลนิวฟาวแลนด์ (เซนจอห์น) มณฑลออนตาริโอ (โตรอนโต) มณฑลควิเบก(ควิเบกซิตี้) สภาพภูมิอากาศ แคนาดามี 4 ฤดูกาล คือ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว ถึงแม้ในช่วงเดียวกันอากาศ จะแตกต่างกัน ในแต่ละภาค ภาคเหนือจะมีอากาศหนาวเย็น ในขณะที่ทางใต้จะเป็นเขตอบอุ่น ทำให้มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น มีอากาศ ชื้นทางชายฝั่งทั้งตะวันตกและตะวันออก ทั้งยังมีฝนตกในหน้าหนาวด้วย ช่วงที่อบอุ่นที่สุดคือ ระหว่างเดือน มิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม จะมีอุณหภูมิสูงกว่า 20 องศาเซลเซียส ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง ล้วนแต่เป็นช่วงที่น่าไปเยือน หากอยากที่จะไปเล่นสกีก็สามารถไปในฤดูหนาว หรือฤดูใบไม้ผลิก็ได้ สำหรับผู้ที่รักการแคมปิ้ง และอยากขึ้นไปท่องเที่ยวตอนบนๆของประเทศ ควรไปในเดือน กรกฎาคมถึงสิงหาคมจะดีที่สุด ส่วนช่วงเวลาที่คนท่องเที่ยวมากที่สุด จะอยู่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน เวลา เนื่องจากแคนาดาเป็นประเทศกว้างใหญ่ จึงแบ่งเวลาออกเป็น 6 โซนตามพื้นที่ คือ Pacific Standard Time, Mountain Standard Time, Central Standard Time, Eastern Standard Time, Atlantic Standard Time และ Newfoundland Standard Time โดยแต่ละโซนเวลาต่างกัน 1 ชั่วโมง มีเพียงโซนนิวฟาวด์แลนด์ ที่เวลาต่างออกไปครึ่งชั่วโมง และโซนแปซิฟิค ต่างกับเวลาทีกรีนิช 8 ชั่วโมง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าโซนแปซิฟิคทางซ้าย สุดเวลา 12.00 น. เขตภูเขาจะเป็นเวลา 13.00 น. เซ็นทรัลเวลา 14.00 น. เวลาเขตอีสเทิร์น 15.00 น. เวลา แอตแลนติก 16.00 น. และเวลาที่นิวฟาวด์แลนด์จะเป็น 16.30 น. โดยที่กรีนิชจะเป็นเวลา 20.00 น. ขณะที่เวลาของกรุงเทพฯ คือ 2.00 น. ของวันรุ่งขึ้น (โซนแปซิฟิคเวลาช้ากว่าไทย 14 ชั่วโมง) ภาษา แคนาดาเป็นประเทศที่มีภาษาราชการสองภาษา คือ ภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส ประชากรส่วนใหญ่ (ร้อยละ 75) ของชาวแคนาดาที่ใช้ภาษาฝรั่งเศสอาศัยอยู่ที่ควิเบค ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของประเทศ แต่ชุมชนที่ใช้ ภาษาฝรั่งเศส ก็มีอยู่ทั่วไปในประเทศโดยทั่วไปแล้วคาดว่ามีประชากรทั่วโลก 800 ล้านคนที่พูดภาษาอังกฤษ และ 250 ล้านคนที่พูดภาษาฝรั่งเศส โดยเหตุที่แคนาดาเป็นประเทศที่ใช้สองภาษา แคนาดาจึงให้การอบรมการใช้ ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาแรก (ESL) และการใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาที่สอง (FSL) สำหรับนักศึกษาที่ต้องการเรียนรู้ภาษาใดภาษาหนึ่งหรือทั้งสองภาษา ระบบเงินตราและอัตราการแลกเปลี่ยน เงินแคนาดาเรียกว่า แคนาเดียนดอลล่าร์ (CND) โดยมีอัตราแลกเปลี่ยน CND 1 = 30 บาทโดยประมาณ ธนาคารจะเปิดทำการทั่วไปวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 17.00 น. ข้อควรทราบสำหรับวีซ่านักเรียน สำหรับน้องๆที่ต้องการวีซ่าแบบนักเรียนจะต้องลงทะเบียนเรียนอย่างต่ำ 7 เดือน ขึ้นไปค่ะถึงจะเป็นวีซ่าแบบนักเรียนค่ะ เอกสารประกอบการยื่นวีซ่านักเรียน 1. กรอกแบบฟอร์มนักเรียนแคนาดา 2. ใบตอบรับจากสถาบันที่น้องจะไปเรียนที่แคนาดา (พร้อมตัวจริง) 3. หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) อย่างน้อยมีอายุการใช้งานได้อีก 6 เดือน (ทุกเล่ม) 4. รูปถ่ายปัจจุบัน 4 รูป 2 นิ้ว 5. หนังสือรับรองจากโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา (Transcript) ใบรับรองการทำงาน ตั้งแต่เรียนจบจนถึงปัจจุบัน 6. นักเรียนที่มีอายุ 18 ปี หรือมากกว่า ต้องยื่นหลักฐานประวัติอาชญากรรมด้วย (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) 7. บัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้สมัคร 8. สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ออกค่าใช้จ่าย 9.หลักฐานการทำงานของผู้ออกค่าใช้จ่าย 10. ใบรับรองจากธนาคาร (Statement) ระบบการศึกษาของแคนาดา ระบบการศึกษาของแคนาดาประกอบด้วยสถาบันการศึกษาทั้งขงรัฐและเอกชน ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับมหาวิทยาลัย ภายใต้รัฐธรรมนูญของแคนาดา การศึกษาถือว่าเป็นความรับผิดชอบของมณฑล เพราะฉนั้นแต่ละมลฑลจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยทั่วไป ปีการศึกษาของที่นี่จะเริ่มในเดือน กันยายน จนถึงมิถุนายนถัดไป ระบบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเป็นของภาครัฐทั้งหมด ระดับประถมศึกษา ชั้นประถมศึกษาในแต่ละมณฑลจะมีความแตกต่างกันดังนี้ คือ 1. กลุ่มที่มีชั้นประถม 1-8 คือ มณฑล มานิโตบา 2. กลุ่มที่มีชั้นประถม1-7 คือ มณฑล บริติชโคลัมเบีย และ เขตยูคอน 3. กลุ่มที่มีชั้นประถม 1-6 คือ ทุก มณทลยกเว้นที่กล่าวมาทั้งหมด ระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนรัฐส่วนใหญ่เป็นแบบสหศึกษา ส่วนของ เอกชน นั้นมีทั้งแบบหญิงล้วน ชายล้วน หรือ สหศึกษา บางโรงเรียนก็เป็นโรงเรียนประจำ จำนวนปีการศึกษาในระดับมัธยมจะแตกต่างกันไปในแต่ละมณฑล แต่เมื่อรวมการเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาแล้วจะรวมใช้เวลาเรียน 12 ปี ข้อยกเว้นคือ มณฑลควิเบคจะจัดระบบชั้นมัธยมเลยไปอีก 1 ปี รวมเวลาเรียน 13 ปี และเมื่อเรียนไปอีก 3 ปีก็จะได้รับปริญญาตรี ในขณะที่มณฑลอื่นๆ หลักสูตรป.ตรีจะใช้เวลาเรียน 4 ปี ระดับมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ของแคนาดามีทั้งขนาดเล็กและใหญ่แตกต่างกันไป โดยทั่วไปจะไม่มีการสอบเข้า แต่ละมหาวิทยาลัยจะมีมาตรฐานของตนเอง โดยส่วนใหญ่จะดูความสามารถทางด้านภาษาสำหรับนักศึกษา ต่างชาติจากผลคะแนน TOEFL หรือ ITELTS โดย TOEFL ต้องมีคะแนน อย่างต่ำ 550 ระยะเวลาการศึกษา ในมหาวิทยาลัยในระดับปริญญาตรีของแต่ละมณฑลนั้นแตกต่างกันไปจาก 3-5 ปี ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัย หลักสูตรป.ตรีโดยทั่วไปจะใช้เวลาเรียนประมาณ 3 ปีถ้าบางสาขาอาจจะมีหลักสูตรเรียนด้วยฝึกงานด้วยจะใช้ระยะ เวลาประมาณ5 ปีสำหรับหลักสูตร ป.โท จะใช้ระยะเวลาประมาณ 1ปี -2 ปี สำหรับหลักสูตรปริญญาเอกจะใช้เวลา เรียนประมาณ 3ปี – 5ปี เอกสารและขั้นตอนที่ต้องใช้ในการสมัครเรียน สำหรับการเข้าศึกษาต่อในสถาบันของประเทศแคนาดานั้นควรตรวจสอบวันเปิดรับสมัครและปิดรับสมัครให้ดีเพราะบางสถาบัน อาจจะมีระยะเวลาที่กำหนดไว้แล้วหลังจากนั้นควรจะจัดเตรียมเอกสารให้พร้อมและครบถ้วนตามแต่ละสถาบันนั้นกำหนดเนื่อง จากถ้าเอกสาร ไม่ครบถ้วนทางสถาบันอาจจะไม่พิจารณารับเข้าศึกษาต่อได้เพราะสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่เค้าจะพิจารณาจาก หลักฐานที่ส่งไป แล้วจะส่งจดหมายตอบรับกลับมาให้เราเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอวีซ่านักเรียน อาจแนบรายละเอียด การลงทะเบียนเรียนมาด้วยควรเริ่มเตรียมการล่วงหน้าอย่างน้อยประมาณ 1 ปี เนื่องจากการติดต่อสถานศึกษา การสอบต่าง ๆ การส่งเอกสารและการพิจารณาใบสมัครใช้เวลามาก กรอกใบสมัครของสถาบันให้เรียบร้อยอ่านให้ระเอียดว่าทางสถาบันต้องอะไรบ้าง - ค่าธรรมเนียมการสมัคร (Application Fee) แล้วแต่สถานศึกษาจะกำหนด - หลักฐานการศึกษาต่างๆ (Transcript) ฉบับจริงจากสถานศึกษาที่เราจบ - Transfer credit อันนี้กรณีที่เรียนอยู่แล้วอยากย้ายไปเรียนที่อื่น - Educational purpose/essay เรียงความ บทเรียงความประวัติส่วนตัวและจุดประสงค์ในการศึกษาต่อ ประมาณ 300-500 คำหรือแล้วแต่ละสถาบันจะกำหนด - Evidence of English level proficiency คะแนนผลสอบ IELTS ,TOEFL, GRE หรือ GMAT สำหรับผู้สมัครเข้าศึกษาในระดับปริญญาโทหรือเอก ผลสอบเหล่านี้ต้องขอให้ศูนย์สอบ เช่น Education Testing Service (ETS) ส่งผลไปยังสถานศึกษาโดยตรง (รายงานผลสอบที่ส่งจากศูนย์สอบไปยังสถานศึกษานี้ เรียกว่า Official Score Report) หรือใบประกาศการเรียนภาษา - จดหมายรับรองฐานะทางการเงิน (Financial Statement)ของผู้ปกครอง ในกรณีที่เป็นนักเรียนทุนควรมี จดหมายรับรองการรับทุนแนบไปด้วย - Letters of recommendation จดหมายรับรองค่ะ ถ้าจะให้ดีขอแนะนำให้เป็นจดหมายรับรองจากอาจารย์ที่สอนสำหรับนักศึกษาที่ ต้องการจะเข้าศึกษาต่อในระดับปริญาโทและปริญญาตรีที่มีประสบการณ์ทำงานขอแนะ นำให้ขอจากหัวหน้างาน1 ฉบับ และอาจารย์อีก 1 ฉบับจะดีที่สุดค่ะ ปีการศึกษา ปีการศึกษาในแคนาดามีกำหนดภาคเรียนแตกต่างกันออกไปดังนี้ - Fall Semester เปิดประมาณกันยายน-ธันวาคม - Spring Semester เปิดประมาณมกราคม-เมษายน - Summer Session เปิดประมาณพฤษภาคม-สิงหาคม การประกันสุขภาพ สำหรับการประกันสุขภาพในประเทศแคนาดานั้นค่าเบี้ยประกันจะแตกต่างกัน ออกไปบ้างเล็กน้อยแต่แนะนำให้ใช้ประกันสุขภาพของรัฐบาลจะสะดวกกว่าสำหรับ ความคุ้มครองจะริ่มเมื่อเดินทางเข้าแคนาดาแล้วค่ะ การทำงาน สำหรับแคนาดาจะอนุญาติให้ทำงานภายในสถาบันที่กำลังศึกษาอยู่เท่านั้น แต่หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วนักศึกษาสามารถยื่นขอวีซ่าทำงานได้แต่จะต้องทำ งานในอาชีพที่จบการศึกษามาเท่านั้น ที่พักอาศัย มีหลายแบบให้เลือกค่ะ - พักกับครอบครัวชาวแคนาดา ที่พักแบบนี้ค่อนข้างได้รับความนิยมแพร่หลายเนื่องจากนักศึกษาหลายๆ คนอาจจะยังไม่ได้ภาษาหรือภายังไม่แข็งแรงการพัก กับครอบครัวต่างชาติจะช่วย ให้นักศึกษาฝึกการพูดภาษาอังกฤษได้เร็วขึ้นและยังได้เรียนรู้วัฒนธรรมของชาว แคนาดาอีกด้วยค่ะ - หอพักในสถานศึกษา ส่วนใหญ่สถาบันการศึกษามักจะจัดที่พักไว้ในสถานศึกษาเพื่อคอยอำนวย ความสะดวกให้แก่นักศึกษาที่มาศึกษาในสถาบันเพื่อ ให้ง่ายต่อการเดินทาง หอพักนักศึกษาส่วนใหญ่ของทางสถาบันจะแยกหอพักหญิง หอพักชาย มีทั้งห้องพักแบบเดี่ยวและแบบคู่ บางครั้งอาจจะมีห้องน้ำในตัว หรือบางครั้งอาจจะมีห้องน้ำเป็นแบบรวม แต่หอพักของสถาบันส่วนใหญ่มักจะมีจำนวนจำกัด จึงควรสำรองห้องพักไว้แต่เนิ่น ๆ โดยการสอบถามไปยัง สถาบันที่เราต้องการไปศึกษาต่อค่ะ - ที่พักแบบอพาร์ตเมนต์และแบบบ้านเช่า Rooming House ที่พักแบบนี้ก็เป็นที่นิยมสำหรับน้องๆนักศึกษาหลายๆคนที่ชอบความเป็นส่วนตัว สะดวกสบาย ลักษณะบ้าน ส่วนใหญ่เป็นบ้านเช่ามีหลายห้องนอน บางแห่งอาจจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์ให้ บางแห่งอาจจะมีเฟอร์นิเจอร์ครบพร้อม ทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว เครื่องทำความร้อน(Heater) และอื่นๆอีกมากมาย แต่ส่วนใหญ่บ้านแบบนี้จะค่อนข้างมีราคาสูงตามแต่อุปกรณ์และ สิ่งอำนวยความ สะดวกต่างๆ โดยสามารถหาบ้านเช่าได้รอบๆสถาบันหรือบางครั้งอาจสอบถามจากเพื่อนร่วมสถาบัน ก็ได้ค่ะ
ข้อมูลประเทศออสเตรเลีย Australia
ประเทศ Australia เป็นทวีปที่เล็กที่สุดในโลก จะมีลักษณะของประเทศที่เป็นเกาะ ดังนั้น จึงเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศออสเตรเลียตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิคและมหาสมุทรอินเดีย เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ของโลก รัฐและเมือง ในออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลียมีทั้งหมด 6 รัฐ และมีเขตปรกครองตัวเองอยู่ 2 มณฑล ได้แก่ 1. มณฑลนครหลวงของออสเตรเลีย (Australia Capital Territory-ACT) เมืองหลวงคือเมือง Canberra 2. มณฑลตอนเหนือ (Northern Territory-NT) เมืองหลวงคือเมือง Darwin 3. รัฐนิวเซาท์เวลล์ (New South Wales-NSW) เมืองหลวงคือเมือง Sydney 4. รัฐควีนแลนด์ (Queensland-QLD) เมืองหลวงคือเมือง Brisbane 5. รัฐเซาท์ออสเตรเลีย (South Australia-SA) เมืองหลวงคือเมือง Adelaide 6. รัฐทัสเมนีย (Tasmania-TAS) เมืองหลวงคือเมือง Hobart 7. รัฐเวสเทอร์นออสเตรเลีย (Western Australia-WA) เมืองหลวงคือเมือง Perth 8. รัฐวิคตอเรีย (Victoria-VIC) เมืองหลวงคือเมือง Melbourne   วันและเวลา จัดแบ่งออกเป็น 3 เขตเวลาดังนี้ 1. รัฐ New South Wales, Victoria, Tasmania, Queensland และCanberra จะมีเวลาเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง 2. รัฐ South Australia และ Northern Territory จะมีเวลาเร็วกว่าประเทศไทย 2.5 ชั่วโมง 3. รัฐ Western Australia จะมีเวลาเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง ตรวจสอบอุณหภูมิและฤดูการต่างๆ ฤดูร้อน อยู่ในช่วงเดือนธันวาคม-เดือนกุมภาพันธ์ ฤดูใบไม้ร่วง อยู่ในช่วงเดือนมีนาคม-เดือนพฤษภาคม ฤดูหนาว อยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน-เดือนสิงหาคม ฤดูใบไม้ผลิ อยู่ในช่วงเดือนกันยายน-เดือนพฤศจิกายน
ข้อมูลประเทศอเมริกา USA
ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ USA เป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ซึ่งประกอบไปด้วยรัฐต่างๆถึง 50 รัฐ และมีเมืองหลวงซึ่งมีชื่อว่า Washington D.C. ภูมิประเทศ ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ใหญ่ ดังนั้นเรื่องของภูมิประเทศจึงมีความหลากหลาย คือมีทั้ง ทะเลทราย ภูเขา ป่าดง ที่ราบสูง ที่ราบลุ่ม ด้วยความที่เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่มากจึงได้มีการแบ่งรัฐออกเป็นภูมิภาค ต่างๆ ตามลักษณะภูมิประเทศดังนี้ New England ครอบคลุมพื้นที่ของรัฐ Maine, New Hampshire, Vermont, Massachusetts, Connecticut และ Rhode Island The Middle Atlantic ครอบคลุมพื้นที่ของรัฐ New York, New Jersey, Pennsylvania, Delaware และ Maryland The South ครอบคลุมพื้นที่ของรัฐ Virginia ลงไปทางใต้จนถึงรัฐ Florida และไปทางตะวันตกจนถึงรัฐ Texas ตอนกลาง รัฐที่อยู่ในภูมิภาคนี้ยังรวมถึง West Virginia, Kentucky, Tennessee, North Carolina, South Carolina, Georgia, Alabama, Mississippi, Arkansas, Louisiana และส่วนหนึ่งของรัฐ Missouri และ Oklahoma The Midwest ครอบคลุมตั้งแต่พื้นที่ของรัฐ Ohio จนถึง Nebraska และรวมถึงรัฐ Michigan, Indiana, Wisconsin, Illinois, Minnesota, Lowa, Parts of Missouri, North Dakota, South Dakota, Kansas และ ด้านตะวันออกของ Colorado The South west ครอบคลุมพื้นที่ของรัฐ Texas ด้านตะวันตก ส่วนหนึ่งของรัฐ Oklahoma, New Mexico, Arizona, Nevada และทางตอนใต้ของ California The west ครอบคลุมพื้นที่ของรัฐ Colorado, Wyoming, Montana, Utah, California, Nevada, Idaho, Oregon, Washington, Alaska และ Hawaii   วันและเวลา จะแบ่งออกเป็น 4 ภาคใหญ่และในแต่ละภาคจะมีเวลาที่แตกต่างจากประเทศไทยดังนี้ ในภาคตะวันออก Eastern Time Zone(EST) ซึ่งได้แก่ Boston, New York, Washington D.C., Miami, Cleveland จะมีเวลาช้ากว่าประเทศไทยเท่ากับ 12 ชั่วโมง แต่จะมีการปรับเวลาในหน้าหนาวลดลง 1 ชั่วโมง (ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน) ซึ่งเวลาจะกลายเป็นช้ากว้าประเทศไทย 13 ชั่วโมงในช่วงหน้าหนาว ในภาคกลางของประเทศ หรือ Central Time Zone ซึ่งได้แก่ Chicago, New Orleans จะมีเวลาช้ากว่าประเทศไทย เท่ากับ 13 ชั่วโมง แต่จะมีการปรับเวลาในหน้าหนาวลดลง 1 ชั่วโมง (ช่วงเดือนมีนาคม-เดือนเมษายน) ซึ่งเวลาจะกลาย เป็นช้ากว้าประเทศไทย 14 ชั่วโมงในช่วงหน้าหนาว ในเขตแถบภูเขา หรือ Mountain Time Zone ซึ่งได้แก่ Denver และ Phoenix จะมีเวลาช้ากว่าประเทศไทยเท่ากับ 14 ชั่วโมง แต่จะมีการปรับเวลาในหน้าหนาวลดลง 1 ชั่วโมง (ช่วงเดือนมีนาคม-เดือนเมษายน) ซึ่งเวลาจะกลายเป็นช้ากว้า ประเทศไทย 15 ชั่วโมงในช่วงหน้าหนาว ในเขตย่านมหาสมุทรแปซิฟิค หรือ Pacific Time Zone ซึ่งได้แก่ San Francisco, Seattle, Hawaii จะมีเวลาช้ากว่าประเทศ ไทยเท่ากับ 15 ชั่วโมง แต่จะมีการปรับเวลาในหน้าหนาวลดลง 1 ชั่วโมง (ช่วงเดือนมีนาคม-เดือนเมษายน) ซึ่งเวลาจะกลาย เป็นช้ากว้าประเทศไทย 16 ชั่วโมงในช่วงหน้าหนาว **การปรับเวลา เรียกว่า Daylight Saving Time*** สภาพภูมิอากาศ ประเทศสหรัฐอเมริกาในแถบขั้วโลกเหนือจะมีอากาศตั้งแต่หนาวติดลบ 40 องสาเซลเซียส จนถึงร้อนแบบทะเลทราย 40 องศาเซลเซียส ส่วนแถบทางตอนกลางของประเทศจะมีฤดูร้อนและหนาวที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ช่วงหน้าหนาวจะ อยู่ในเดือนมกราคม และจะร้อนที่สุดในเดือนกรกฎาคม แต่ถ้าเป็นในแถบทางด้านตะวันออกอากาศในฤดูร้อนและหนาว จะแตกต่างกันไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก ส่วนในด้านแถบชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกอากาศในฤดูหนาวและฤดูร้อนจะเปลี่ยน แปลงเพียงเล็กน้อย ส่วนด้านแถบตะวันตกอากาศในฤดูหนาวจะคล้ายๆกลับช่วงฤดูใบไม้ผลิกล่าว คืออากาศจะไม่เย็นจัดนัก แต่ในฤดูร้อนอากาศจะร้อนอาจสูงเท่ากับเส้นศูนย์สูตรเลยทีเดียว ตรวจสอบอุณหภูมิและฤดูการต่างๆ ฤดูร้อน มิถุนายน-สิงหาคม ฤดูใบไม้ร่วง กันยายน-พฤศจิกายน ฤดูหนาว ธันวาคม-กุมภาพันธ์ ฤดูใบไม้ผลิ มีนาคม-พฤษภาคม
ข้อมูลประเทศอังกฤษ United Kingdom
รู้จักประเทศอังกฤษ สหราชอาณาจักร (United Kingdom) ประกอบด้วย อังกฤษ สก๊อตแลนด์ ไอร์แลนด์เหนือและ เวลล์ โดยในแต่ละส่วนเป็นดินแดนที่มีประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่รวมถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แต่ก็เป็นดินแดนที่มีภูมิประเทศที่สวยงาม เป็นประเทศที่มีความเจริญทางด้านวัฒนธรรมและประเพณีที่มีชีวิตชีวาและมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง สหราชอาณาจักรมีทั้งเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยสีสัน และเมืองชนบทอันเงียบสงบ นอกจากนี้ยังมีแหล่งบันเทิงชั้นนำซึ่งดึงดูดนักศึกษาจากทั่วทุกมุมโลกให้เข้ามาศึกษารวมถึงสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ และมีชื่อเสียงติดอันดับโลก สหราชอาณาจักรใช้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ซึ่งมีพระบรมราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 เป็นประมุขของประเทศ รัฐสภาของอังกฤษแบ่งเป็น 2 สภา คือสภาขุนนางและ สภาล่าง โดยสภาล่างมาจากการเลือกตั้งอยู่ในตำแหน่งคราวละ 5 ปี โดยมีอำนาจในการแต่งตั้งรัฐบาล ส่วนสภาสูงมีหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย ตรวจสอบระบบการเมืองการปกครอง ของสหราชอาณาจักร สภาพภูมิอากาศ สภาพภูมิอากาศของประเทศอังกฤษ จัดอยู่ในประเภทค่อนข้างหนาวตลอดทั้งปี มีความความชื้นสูง เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศเป็นเกาะ มีกระแสน้ำอุ่นและน้ำเย็นไหลผ่าน ทางตอนเหนือจะหนาวมากกว่าทางตอนใต้ และจะมีฝนตกทางตะวันตกมาก กว่าทางตะวันออก เดือนที่ฝนตกน้อยคือช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกรกฎาคม อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดในเดือนมกราคม 4 องศาเซลเซียส และสูงสุดใน เดือนกรกฎาคม 18 องศาเซลเซียส สามารถแบ่งได้ทั้งหมด 4 ฤดู คือ  Season / ฤดู Month/ ช่วงเดือน Spring / ฤดูใบไม้ผลิ มีนาคม-พฤษภาคม Summer / ฤดูร้อน มิถุนายน-สิงหาคม Autumn / ฤดูใบไม้ร่วง กันยายน-พฤศจิกายน Winter / ฤดูหนาว ธันวาคม-กุมภาพันธ์ เวลา สหราชอาณาจักรเป็นที่ตั้งของเส้นแบ่งเขตเวลาของโลก (GMT - Greenwich Mean Time) ดังนั้นประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ทางด้านตะวันออก จึงมีเวลาที่เร็วกว่าประมาณ 6 ชั่วโมง และปรับเวลาให้เร็วขึ้น 1 ชั่วโมง (Day Light Saving) ในช่วงฤดูร้อนเริ่ม ประมาณเดือนมีนาคม ถึงปลายตุลาคม   ไฟฟ้าและประปา ใช้ระบบ 240 V. AC 50 Hz เหมือนประเทศไทย แต่ลักษณะของปลั๊กไฟจะเป็นแบบ 3 ขา ส่วนระบบน้ำประปาในอังกฤษนั้นสะอาดมาก เราสามารถดื่มน้ำจากก๊อกน้ำตามบ้านหรือสาธารณะโดยไม่ต้องผ่านเครื่องกรอง โทรศัพท์ โทรศัพท์สาธารณะมี 2 แบบ คือ แบบหยอดเหรียญ และแบบใช้บัตรโทรศัพท์ ซึ่งสามารถซื้อบัตรได้ที่ทำการไปรษณีย์และร้านค้าที่มีป้าย Phonecard มีราคาตั้งแต่ 1-20 GBP สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้นมีผู้ให้บริการอยู่หลายบริษัท หากต้องการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ แนะนำให้ซื้อบัตรโทรศัพท์ระหว่างประเทศ มีจำหน่ายตามร้านขายหนังสือพิมพ์ทั่วไป (รหัสประเทศ: 44) รถไฟ รถไฟเป็นระบบขนส่งมวลชนที่นิยมใช้กันมากที่สุด เพราะสะดวกและมีเครือข่ายเส้นทางเดินรถเชื่อมต่อกันกระจายทั่วประเทศ เส้นทางเดินรถไฟสายหลักจะเริ่มจากกรุงลอนดอน และเชื่อมต่อไปถึงเมืองใหญ่ ๆ ทุกแห่งรวมทั้งเมืองเล็ก ๆ บางแห่ง การให้บริการแม่นยำตามตารางเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า นักเรียนนักศึกษามีสิทธิ์ขอทำบัตร Rail card ประเภทนักเรียนเพื่อรับส่วนลด สอบถามและขอใบสมัครได้จากสถานีรถไฟในเมืองใหญ่ ๆ ได้ ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุ นักศึกษาต่างชาติควรทำประกันสุขภาพและอุบัติเหตุในขณะศึกษาที่สหราชอาณาจักร เพราะระบบการรักษาพยาบาลฟรีที่เรียกว่า โครงการบริการสาธารณสุขแห่งชาติ NHS (National Health Service) ให้บริการฟรีเฉพาะการตรวจรักษาพยาบาลเบื้องต้น ไม่รวมการเจ็บป่วยที่ต้องมีการผ่าตัด   เมืองสำคัญของประเทศอังกฤษ ลอนดอน (London) เป็นเมืองหลวงของประเทศอังฤษ เป็นเมืองที่น่าสนใจและเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก เป็นศูนย์รวมวัฒนธรรม ประเพณี และมีแบบแผนเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการศึกษา มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย เช่น หอนาฬิกาบิกเบน ลอนดอนอาย ทาวเวอร์ บริดจ์ ทราฟัลการ์สแควร์ พระราชวังบัคกิงแฮม นอกจากนี้ลอนดอนยังเป็นแหล่งศูนย์รวมของการช้อปปิ้งชั้นนำ เช่น ห้างแฮร์ล็อด และมาร์คแอนด์สเปนเซอร์ เป็นต้น เคมบริดจ์ (Cambridge) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของลอนดอน เป็นเมืองที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงทางด้านสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และการศึกษาแรกเริ่ม อ๊อกซ์ฟอร์ด(Oxford) ตั้งอยู่ไม่ห่างจากลอนดอนมากนัก โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง เป็นศูนย์กลางการเรียนการสอน เป็นเมืองที่แวดล้อมด้วยทุ่งกว้างใหญ่ ทิวเขาและมีแม่น้ำเทมส์ไหลผ่าน ภายในเมืองมีสถาปัตยกรรมที่งดงามตามแบบฉบับอังกฤษหลายแห่ง บริสโทล (Bristol) เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเขตตะวันตกของประเทศอังกฤษ มีสะพานแขวนที่สวยงามชื่อ บรูเนล บอร์นมัธ (Bournement) เป็นเมืองชายทะเลที่มีชื่อเสียง ใช้เวลาเดินทางจากลอนดอนทางรถไฟประมาณ 2 ชั่วโมง มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย เป็นเมืองที่มีทิวทัศน์งดงามและปราศจากมลพิษ บาธ (Bath) เป็นเมืองตากอากาศที่สวยที่สุดเมืองหนึ่งที่มีมาตั้งแต่อาณาจักรโรมันโบราณ ตั้งอยู่ในทุ่งหญ้าเอวอนที่เขียวชอุ่ม มีบ่อน้ำพุร้อนสำหรับอาบน้ำแร่ เบอร์มิ่งแฮม (Birmingham) เป็นเมืองที่มีหมู่บ้านที่สวยงามเหมือนภาพวาด และมีชื่อเสียงในการผลิตเครื่องดื่มและอาหาร อย่างเช่น ช็อคโกแลตยี่ห้อ Cadbury แมนเชสเตอร์ (Manchester) ตั้งอยู่ใจกลางของประเทศทางตอนเหนือ เป็นเมืองอุตสาหกรรมใหญ่ มีชื่อเสียงมากเกี่ยวกับวิวัฒนาการทางดนตรีและการละคร นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ตั้งของทีมฟุตบอลที่ชาวไทยรู้จักดี คือ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไบร์ทตันและโฮพว์ (Brighton and Hove) เมืองสองเมืองนี้ เป็นเมืองพักตากอากาศขนาดกลาง ตั้งอยู่ทางชายฝั่งทางตอนใต้ ของลอนดอน เป็นสถานที่ซึ่งชาวอังกฤษใช้เป็นสถานที่พักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์
1
รับข่าวสารและโปรโมชั่น
Username
Password
สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน